รถรับจ้างขนของ ติดแก๊ส เครื่องยนต์จะแห้ง หรือร้อนกว่าปกติ จริงเหรอ

รถรับจ้างขนของ ติดแก๊ส เครื่องยนต์จะแห้ง หรือร้อนกว่าปกติ จริงเหรอ บางคนอาจจะยังคงเข้าใจผิดในเรื่อง รถติดแก๊ส แล้ว เครื่องยนต์จะแห้ง หรือเกิดความร้อนกว่าปกติ วันนี้เราไปหาคำตอบกัน

สำหรับคนที่ยังเข้าใจว่า รถติดแก๊ส แล้ว เครื่องยนต์ จะแห้ง หรือเกิดความร้อนกว่าปกติ นั้นเป็นเรื่องที่ไม่เป็นความจริง ซึ่ง เครื่องยนต์ ที่มีปัญหานั้น เกิดจากคามผิดพลาดของส่วนผสม จ่ายส่วนผสมน้อยไป บวกกับองศาไฟที่อ่อน หรือจุดระเบิดเร็วเกินไปต่างหาก จึงทำให้เกิดความร้อนที่สูงผิดปกติ แถมการสึกหรอ และความเสียหายของ เครื่องยนต์ ก็เกิดขึ้นตามไปด้วย

ความเสียหายของ เครื่องยนต์ เช่น เกิดอาการ Back Fire ที่เกิดจากส่วนผสมที่บางเกินไปจนทำให้เกิดการจุดระเบิดได้เอง เมื่อถึงอุณหภูมิระดับหนึ่ง โดยไม่ต้องใช้ประกายไฟ หรือบางอาการอาจพบจุดระเบิดที่อ่อนเกินไป ทำให้เกิดอาการชิงจุดระเบิดได้นั้นเอง

คงแปลกใจกับอาการชิงจุดระเบิดกันใช่ไหมละ ซึ่งอาการชิงจุดระเบิดก็เป็นอาการต่อเนื่องมาจากการเผาไหม้ก่อนหน้านั้น การลุกไหม้ช้าในขณะที่วาล์วไอเสียยังเปิดอยู่ การจุดระเบิดจะลามไปยังท่อร่วมไอเสีย จังหวะโอเวอร์แลปเมื่อลิ้นไอดีทั้งสองตัวเปิด เชื้อเพลิงที่กำลังจะลุกไหม้ที่อยู่ในท่อไอเสียจะลามเข้ามาในห้องเผาไหม้ เพราะจังหวะโอเวอร์แลปนั้นวาล์วไอดีกำลังเริ่มเปิด ส่วนไอเสียกำลังเริ่มปิด เพียงแต่วาล์วไอเสียเกือบๆ จะปิดสนิทแล้ว แค่ช่องว่างเพียงเล็กน้อย ไอเสียที่ยังลุกไหม้อยู่ก็ก่อเกิดความเสียหายได้ เพราะจะทำให้ไอดีเริ่มเข้าสู่กระบอกสูบลุกไหม้ก่อนจังหวะที่เหมาะสม ทำให้เกิดความเสียหายต่อ เครื่องยนต์ ได้

เงื่อนไขการใช้รถติดแก๊ส นอกจากจะมีข้อดีในเรื่องของลดต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ยังมีข้อปลีกย่อยอย่างอื่นตามมาที่ทำให้คนใช้รถต้องหันกลับมาพิจารณาให้ดีว่า คุ้มค่าสำหรับการเปลี่ยนมา ติดแก๊สรถยนต์ แทนการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจริงหรือ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ระยะทางที่วิ่งได้น้อยลงกว่าการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ระบบเครื่องยนต์ที่มีหลายฝ่ายวิเคราะห์ออกมาว่า ทำให้เครื่องเสียเร็ว เป็นการได้ที่ไม่ค่อยจะคุ้มกับข้อเสีย แต่ก็นั่นแหละ อยู่ที่การศึกษาหาข้อมูลให้รอบด้วยตัวเองจะดีที่สุดว่าอะไรเหมาะสำหรับรถและรูปแบบการใช้งานรถยนต์ของตัวเอง

สำหรับการติดแก๊สระบบดูดในรถเครื่องยนต์เบนซินนั้น เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับเจ้าของรถที่ยังไม่อยากเลิกใช้น้ำมันเชื้อเพลิงแบบเด็ดขาด จึงเลือกที่จะใช้เป็นระบบสามารถเลือกสลับได้ว่า จะใช้เชื้อเพลิงเป็นน้ำมันเบนซินหรือแก๊ส NGV หรือ LPG ซึ่งแก๊สทั้งสองประเภทนี้ก็มีอุปกรณ์การติดตั้งเฉพาะของตัวเอง

มีข้อน่าสังเกตว่า การติดแก๊สระบบดูดนี้มีทั้งผลิตจากโรงงานโดยตรง ที่บริษัทรถทำออกมาเพื่อตอบสนองให้ตรงความต้องการของผู้ใช้รถ อีกกรณีหนึ่งคือ เป็นการนำรถยนต์เบนซินมาติดตั้งอุปกรณ์ติดแก๊สระบบดูด (Fumigation System)

การติดแก๊สระบบดูดนั้น จะมีอุปกรณ์ผสมแก๊สกับอากาศ (Gas Mixser) ทำหน้าที่ดูดอากาศเข้าไปพร้อมกับแก๊สในอัตราส่วนที่เหมาะสมกับการเผาไหม้ ซึ่งระบบจะจ่ายส่วนผสมนี้เข้าไปยังเครื่องยนต์ การติดแก๊สระบบดูดนี้ ใช้ได้กับเครื่องยนต์ที่จ่ายน้ำมันเบนซินด้วยคาร์บูเรเตอร์และหัวฉีด
อุปกรณ์หลักของการติดแก๊สระบบดูด

ติดเเก๊สรถยนต์

ถังแก๊ส เน้นที่ความแข็งแรงในการรับความดันของแก๊ส ซึ่งมีให้เลือกหลายแบบ ทั้งที่ทำด้วยเหล็ก อะลูมิเนียมหรือเรซิ่นใยสังเคราะห์ก็ได้ ถังแก๊ส NGV และแก๊ส LPG นั้นมีความต่างกัน เพราะแรงดันแก๊ส NGV มีแรงดันแก๊สสูงกว่าแก๊ส LPG

ตัวถังของแก๊ส NGV จึงต้องการความแข็งแรงมากกว่าเพื่อรองรับแรงดันของแก๊สได้ เช่น ถังเหล็กที่มีขนาดความจุ 70 ลิตร เติมแก๊สได้เพียง 15 กิโลกรัมซึ่งใช้งานได้ประมาณ 150 กิโลเมตรเท่านั้น แต่ถ้าเป็นถังแก๊ส LPG ขนาดบรรจุแบบเดียวกัน เติมแก๊สได้สูงสุด 60 ลิตร วิ่งได้ประมาณ 500-600 ก.ม.

เต้ารับเติมแก๊ส สำหรับรับแก๊สเข้าบรรจุในถัง
หม้อต้ม (Evaporator) หรือ อุปกรณ์ปรับความดันแก๊ส (Pressure Regulator) เป็นอุปกรณ์ที่จะลดความดันแก๊สในถังให้อยู่ในระดับที่เหมาะสำหรับการใช้งานในเครื่องยนต์ ซึ่งเมื่อลดความดันแก๊สลงแล้ว จะเป็นเหตุให้แก๊สเย็นลงจนอาจจะทำให้เกิดน้ำแข็งเกาะหม้อต้ม จนปิดทางไหลของแก๊สได้ เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงต้องใช้น้ำที่ระบายความร้อนจากเครื่องยนต์มาช่วยละลายน้ำแข็ง เปิดทางไหลของแก๊สให้เป็นไปได้ด้วยดี จากลักษณะการทำงานของอุปกรณ์ตัวนี้ที่มีการเอาน้ำร้อนมาละลายน้ำแข็ง คนทั่วไปจึงเรียกอุปกรณ์ลดความดันนี้ว่า หม้อต้ม
เป็นอุปกรณ์ปรับเวลาการจุดระเบิดของเครื่องยนต์ กล่าวคือ ช่วยปรับจังหวะการจุดระเบิดของหัวเทียนให้เหมาะกับการเผาไหม้แก๊ส ที่ต้องมีอุปกรณ์ตัวนี้ก็เนื่องจากโดยทั่วไป แก๊สจะต้องการเวลาในการเผาไหม้นานกว่าน้ำมันเบนซิน ในการทำให้จุดระเบิดขึ้น จึงต้องมีอุปกรณ์ตัวนี้มาช่วยให้การจุดระเบิดหัวเทียนเร็วขึ้นนั่นเอง
สวิตช์เลือกชนิดเชื้อเพลิง ทำหน้าที่ตัด/ต่อระบบควบคุมแต่ละเชื้อเพลิงที่ต้องการใช้

ประเภทของการติดแก๊สระบบดูด

แบ่งระบบควบคุมการจ่ายแก๊สได้เป็น 2 ประเภท คือ

ติดแก๊สระบบดูด แบบวงจรเปิด อุปกรณ์หลักของระบบนี้ มีตามที่กล่าวมาแล้วในข้อ 1-4 เป็นระบบที่ปริมาณแก๊สที่จ่าย จะเข้าไปผสมกับอากาศที่บริเวณท่อร่วมไอดี โดยอาศัยแรงดูดจากอากาศที่ป้อนเข้าสู่ห้องเผาไหม้

ปริมาณแก๊สที่จ่าย จะขึ้นอยู่กับการปรับตั้งสกรูปรับแก๊สหรือวาล์วจ่ายแก๊สที่ผู้ติดตั้งทำการปรับแต่งจึงทำให้ไม่สามารถควบคุมประสิทธิภาพการเผาไหม้ของแก๊สให้สมบูรณ์ได้ในทุกช่วงการทำงานของเครื่องยนต์ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงตามสภาวะการขับเคลื่อน

การติดแก๊สระบบดูด แบบวงจรเปิดนี้ เหมาะกับรถยนต์รุ่นเก่า เนื่องจากไม่ต้องมีตัว Oxygen Sensor ที่ต้องกังวลเรื่องค่า Error

ติดแก๊สระบบดูด แบบวงจรปิด จะมีอุปกรณ์หลักๆ เหมือนกันกับระบบเปิด จุดที่แตกต่างคือ มีอุปกรณ์ต่อไปนี้

2.1 ชุดควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ (ECU)

2.2 ชุดควบคุมการจ่ายแก๊ส ( Actuator)

2.3 ตัวตรวจวัดตำเหน่งปีกฝีเสื้อ ( Throttle Position Sensor)

2.4 ตัวตรวจวัดออกซิเจน (Oxygen Sensor)

ลักษณะการทำงานของระบบแก๊สแบบวงจรปิดนี้ จะควบคุมส่วนผสมแบบใช้อากาศพอดีสำหรับการเผา ทำให้เกิดการเผาไหม้ของแก๊สสมบูรณ์

ปริมาณแก๊สที่จ่ายไปผสมกับอากาศที่บริเวณท่อร่วมไอดีจะถูกควบคุมโดยชุดควบคุมการจ่ายแก๊ส ซึ่ง ECU จะควบคุมการเปิด/ปิดของโซลินอยล์วาล์วอีกทีหนึ่ง

ดังนั้น ปริมาณแก๊สที่จ่ายจะมากหรือน้อยจึงขึ้นอยู่กับปริมาณของออกซิเจนที่เหลือจากการเผาไหม้ในท่อไอเสีย โดยใช้ตัวตรวจวัดออกซิเจนและตำเหน่งการเปิดปิดของปีกฝีเสื้อมาประมวลผลการจ่ายปริมาณแก๊สให้เหมาะกับการทำงานของเครื่องยนต์ตามสภาวะการขับขี่ต่างๆ

ปัญหาหลักๆ ของระบบนี้อยู่ที่ Oxygen Sensor ถ้าอุปกรณ์ตัวนี้สภาพไม่ดีจริง อาจทำให้การตรวจจับคลาดเคลื่อนและเป็นปํญหาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีรถเก่า

งบประมาณในการติดตั้งแก๊สระบบดูด

ส่วนค่าอุปกรณ์และการติดตั้งนั้น หากเป็นแก๊ส NGV จะแพงกว่าแก๊ส LPG เกือบเท่าตัว คือ ถังแก๊ส NGV ขนาด 70 ลิตร มีต้นทุนการติดตั้งทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 30,000-40,000 บาท ในขณะที่ LPG ขนาดถัง 75 ลิตร จะอยู่ที่ประมาณ 12,000-25,000 บาท